Sunday, 27 September 2020

อวกาศ

“ช่างมืดมน เวิ้งว้างและหนาวเหน็บ”

คือคำตอบที่ได้รับแทบทุกครั้งเมื่อเด็กหนุ่มคนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องที่เขาสนใจ

ย้อนกลับไปราว 15 ปีขณะที่เขาเริ่มจำความได้

ในตรอกเล็กๆแห่งหนึ่งของเมืองหลวง เด็กน้อยคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเช่าหลังหนึ่งกับบิดาและมารดาของเขา ผักกาดคือชื่อของเด็กคนนี้ ตั้งแต่เล็กผักกาดก็สนใจเรื่องของอวกาศมาตั้งแต่จำความได้

คืนหนึ่งขณะที่ผักกาดเดินเล่นอยู่หน้าบ้าน ผักกาดมองขึ้นไปบนท้องฟ้าและถามพ่อของผักกาดว่าบนนั้นคืออะไร พ่อของผักกาดจึงตอบว่า “อวกาศไงลูก” “ผักกาดอยากขึ้นไปบนนั้นหรือ” ผักกาดส่ายหน้าแล้วนิ่งเฉย แต่สายตายังคงมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของความฝันอันยิ่งใหญ่ของเด็กตัวน้อยคนหนึ่ง 

หลายวันต่อมา ผักกาดวัย 3 ขวบกำลังเดินอยู่หน้าบ้าน เสียงเล็กใสๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ผักกาดอยากขึ้นไปบนอวกาศเหรอ” ผักกาดหันหน้าไปตามเสียงนั้น เด็กหญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้น พิมอายุไล่เลี่ยกับผักกาด เธออาศัยอยู่หน้าบ้านของผักกาด เธอเดินเข้ามาใกล้ผักกาด แล้วถามว่า

“อวกาศมันไกลมากนะ”

“แล้วเราไปบนนั้นได้ไหม” ผักกาดถามด้วยความสงสัย

“คงไม่มีใครอยากไปบนนั้นหรอกผักกาด” พิมตอบ

“ทำไมล่ะ” ผักกาดถามต่อ

“เราไม่อยากให้เธอไปนะ” พิมอธิบาย

สิ้นคำอธิบายพิมก็เดินกลับเข้าบ้านไป ผักกาดที่ยังเล็กรู้สึกงุนงงกับคำตอบนัก เขาไม่เข้าใจสิ่งที่พิมต้องการบอก แต่แล้วเสียงเรียกของแม่ผักกาดก็ดังขึ้น ผักกาดเดินตามเสียงแม่ของเขาไปและพบกับคนที่ผักกาดคุ้นเคย แม่ของผักกาดนั่นเอง

ค่ำวันนี้ระหว่างที่ผักกาดกินข้าว ชายร่างสมส่วน นัยน์ตาเล็ก ผิวขาวก็เปิดประตูเข้ามา เขาคือพ่อของผักกาดนั่นเอง เมื่อทั้งหมดกินข้าวเสร็จ พ่อของผักกาดถามแม่ผักกาดว่า วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง

พ่อและแม่ของผักกาดคุยกันสักพักหนึ่ง แล้วพวกเขาก็ขึ้นไปนอน เช้าวันต่อมาพ่อของผักกาดกล่าวขึ้นมาว่า “เราจะไปอยู่ที่อื่นเดือนหน้ากันนะแม่”

 การลาจากคงอยู่เกินความเข้าใจของผักกาด ผักกาดไม่รู้แม้แต่ความหมายของการลาจากว่าคืออะไร แต่ในไม่ช้านี้ผักกาดจะไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่แล้ว

ผ่านไปหลายวัน ผักกาดที่ยังไม่เข้าเรียนหนังสือเริ่มนึกถึงเด็กหญิงที่เขาเจอที่หน้าบ้าน และเรื่องอวกาศ มันคงมีอะไรสักอย่างหนึ่ง “เอาละเดี๋ยวผักกาดจะลองออกไปเดินดูข้างนอกอีกครั้งว่าจะเจอเด็กผู้หญิงคนเดิมหรือไม่ในวันรุ่งขึ้น และวันนี้พอเวลามืดลงผักกาดจะออกไปดูบนฟ้าว่าเป็นอย่างไร” ผักกาดนึก

ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ผักกาดรอเวลานี้มานาน แล้วผักกาดก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า  

“แสงระยิบระยับเท่ากับวันก่อนไหมนะ” ผักกาดนึกในใจ

ผักกาดมองไปยังท้องฟ้าอยู่นาน แต่คำถามก็เต็มไปหมด ผักกาดไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับบนนั้น ผักกาดจึงเดินกลับเข้าบ้านไป

เช้าวันต่อมา ผักกาดตื่นแต่เช้ามารอพบเด็กผู้หญิงคนนั้น แต่เขาไม่พบใครเลยมีเพียงหน้าบ้านที่ว่างเปล่าเท่านั้น แม่ของผักกาดยกข้าวมาพยายามจะให้ผักกาดกินให้หมด แต่ผักกาดก็ไม่ได้กินจนหมดหรอก ผักกาดเดินไปเดินมาสลับกับนั่งๆนอนๆในบ้านเช่าของผักกาด จนผักกาดลืมเด็กหญิงหน้าบ้านไปแล้ว

วันเวลาผ่านไปๆ จนวันที่พวกเขาจะออกจากบ้านหลังนี้มาถึง เช้านี้พ่อผักกาดมาปลุกผักกาดแต่เช้า พาผักกาดไปนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกหน้าบ้าน แม่ของผักกาดกำลังง่วนอยู่กับข้าวของ

ผักกาดไม่รู้เรื่องอะไรหรอก แล้วพ่อของผักกาดก็เดินมาหา พ่อให้ผักกาดเดินตามไปหน้าบ้าน ทันใดนั้นเด็กหญิงคนหนึ่งที่คุ้นเคยก็ยืนอยู่ด้านหน้าบ้าน พิมนั่นเอง พิมยิ้มและพูดกับผักกาดว่า 

“ผักกาดจะไปอยู่ที่อื่นแล้วเหรอ”

“ไม่รู้สิ” ผักกาดตอบ

“เราจะไม่ได้เจอกันแล้วสินะ” พิมพูด

“เธอจะมาคุยกับเราอีกไหม” ผักกาดถาม

“ไม่รู้สิ แล้วคงเจอกันนะ” พิมตอบ

ทั้งสองคุยได้ไม่นาน พ่อของผักกาดก็เดินเข้ามา พ่อผักกาดอุ้มผักกาดขึ้นแล้วพาเดินเข้าไปในบ้าน พิมยืนมองดูผักกาด ขณะที่ผักกาดก็หันหน้ามองพิมอยู่อย่างนั้น ทั้งสองมองหน้ากันจนผักกาดเข้าไปในบ้าน แล้วพิมก็จากไป

สายวันนั้นเองผักกาดก็ขึ้นรถพร้อมครอบครัวเดินทางออกจากบ้านเช่าหลังนั้นไม่หวนกลับไปอีกเลย และผักกาดก็ไม่เคยได้เจอและคุยกับพิมอีกนานเท่านาน

15 ปีผ่านไปที่เมืองหนึ่งในต่างจังหวัด ผักกาดเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ที่นี่ผักกาดมีเพชรและพลอยเป็นเพื่อน  เพชรเป็นนักเรียนดีเด่นเขาเรียนได้คะแนนอันดับหนึ่งของชั้นและชื่นชอบอวกาศเช่นเดียวกับผักกาด ขณะที่พลอยสอบโควตาได้แล้ว ทั้งสามต่างชอบแลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับอวกาศมาก

          วันหนึ่งทั้งสามกำลังสนทนาเกี่ยวกับอวกาศเช่นเดิม

“เพชรกับพลอยรู้ไหมจักรวาลเรามันมีลักษณะแบนนะ” ผักกาดเปิดประเด็น

“ไม่รู้เลยเพื่อน” พลอยพูด

“เราได้ยินมาว่า ปัจจุบันนี้เราวัดเส้นคอสมิคสามเส้นและพบว่ามุมภายในเกือบเป็น 180 องศาเลย มีความเบี่ยงเบนเพียง 0.4%” เพชรเสริม

          ระหว่างที่การสนทนากำลังดำเนินไปอย่างน่าสนใจ จู่ๆเสียงของเพื่อนอีกคนหนึ่งก็ดังขึ้น

 “ผักกาดกำลังคุยเรื่องอะไรเหรอ”

“อวกาศไงล่ะ”

“ฟังดูเวิ้งว้าง และมืดมิดจังเลยอ่ะ” เพื่อนตอบ

          ผักกาดนิ่งเงียบลงพักหนึ่ง ก่อนที่เพื่อนคนเดิมจะพูดต่อ

“ขอโทษนะ เราคงไม่เข้าใจอ่ะ ไว้ผักกาดเล่าให้เราฟังใหม่นะ” เพื่อนคนนั้นกล่าวก่อนจะบอกลาแล้วเดินจากไป

พลอยสังเกตเห็นผักกาดนิ่งไป จึงพูดขึ้น

“ไม่เป็นไรนะผักกาด ทำไมเงียบล่ะ”

“เปล่า เรากำลังสงสัยว่าความฝันของเราจะเป็นจริงไหม” ผักกาดตอบ

“โธ่ ไม่นะแค่ได้ฟังเธอพูดเรื่องอวกาศ เราก็ได้ความรู้มากเกินคุ้มละ” พลอยพูด

“แค่เราได้มาคุยกัน มันก็คุ้มค่าพอแล้วล่ะผักกาด” เพชรกล่าวเสริม

       ผักกาดมีความฝันที่จะส่งอุปกรณ์สื่อสารขึ้นไปบนอวกาศเพื่อทดสอบการสำรวจอวกาศ

       เช้าวันต่อมา พลอยเดินมาหาผักกาดแล้วบอกผักกาดว่า

“ผักกาด เราเห็นบริษัทที่เราสามารถส่งสิ่งของขึ้นไปบนอวกาศในอินเตอร์เน็ทด้วยล่ะ”

“ความฝันของผักกาดจะเป็นจริงแล้วสินะ” พลอยพูด

เพชรยืนอยู่และฟังทั้งสองคุยกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่เสียงกริ่งเรียนดังขึ้น และทุกคนก็พากันเข้าห้องเรียน 

“พวกผักกาด คุยกันเรื่องอะไรอีกแล้ว พวกเราฟังไม่เข้าใจเลย” เสียงของเพื่อนคนหนึ่งทักขึ้น

“ผักกาด ถ้าผักกาดขึ้นไปบนอวกาศได้จริงๆ มันจะดีอย่างไรเหรอ” เพื่อนอีกคนถาม

“มันต้องดีสิ ทรัพยากรในอวกาศมีมากมาย เราสามารถนำมาแจกจ่ายให้ทุกคน ทุกคนสามารถเข้าถึงอวกาศทั้งหมดเลย” ผักกาดกล่าว

“ฟังดูดีจัง เหมือนความฝันเลย” เพื่อนอีกคนพูด

          เย็นวันนั้นเอง ผักกาด เพชรและพลอยต่างพากันไปที่บ้านของผักกาด พลอยเปิดเว็บไซท์ของบริษัทที่รับส่งสิ่งของไปอวกาศให้เพื่อนดู กำหนดการเที่ยวต่อไปมีขึ้นในอีก 6 เดือน

“ผักกาดเราส่งป้ายไฟขึ้นไปดีไหม” เพชรเสนอ

“ดีสิ” ผักกาดตอบ

“เราหาอุปกรณ์แล้วประกอบเข้าไปในกล่องสักอัน ผักกาดหากล่องมานะ แล้วอาทิตย์หน้าเราจะส่งไปรษณีย์ไปที่ต่างประเทศกัน” พลอยพูด

“ตกลงจ๊ะ” ผักกาดรับคำ

         จนถึงคืนก่อนวันที่นัดไว้ ผักกาดไปพบกล่องที่เหมาะสมในอินเตอร์เน็ท มันเป็นกล่องที่พิมพ์แบบสามมิติโดยมีพื้นที่ให้ใส่อุปกรณ์ ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่กล่องนี้มีรูปร่างเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย

          เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผักกาดไม่รอช้าโทรหาเพชรและพลอยให้มาพบที่บ้านผักกาด ไม่นานเพชรและพลอยก็เดินทางมาถึง 

“ได้กล่องแล้วใช่ไหมผักกาด เราเตรียมอุปกรณ์มาเรียบร้อยแล้ว” พลอยบอก

“กล่องจะมาถึงตอนบ่ายจ๊ะ” ผักกาดพูด

“โอเค งั้นเรามาตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆรอ” เพชรเสนอ

          แล้วเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามบ่ายของวัน พัสดุก็เดินทางมาถึงบ้านผักกาดอย่างตรงเวลา ทั้งสามกุลีกุจอกันแกะพัสดุออกอย่างรวดเร็ว

“ว้าว กล่องนี้มันเป็นรูปช้างด้วย” เพชรพูดขึ้น

“เท่ห์ระเบิดเลย” พลอยกล่าว

“นี่จะเป็นตัวแทนของคนไทยทุกคน” ผักกาดกล่าว

“ดีจัง” พลอยพูด

“พรุ่งนี้เราจะส่งมันไปที่ต่างประเทศแล้วรออีก 6 เดือนที่เว็บไซท์จะออกอากาศการส่งพัสดุไปบนอวกาศกัน” เพชรพูด

          วันต่อมาทั้งสามพากันเดินทางไปที่ไปรษณีย์ก่อนเข้าเรียน พวกเขาจ่าหน้าซองและส่งพัสดุ 25 วันต่อมา บริษัทที่ต่างประเทศก็ยืนยันที่หน้าเว็บไซท์ว่าได้รับพัสดุที่พวกผักกาดส่งมาทั้งสามต่างเฝ้ารอถึงวันถ่ายทอดการส่งพัสดุของพวกเขาขึ้นไปบนอวกาศ

         เวลาเกือบหกเดือนที่ทุกคนรอคอยช่างมีชีวิตชีวา พวกผักกาดต่างตื่นเต้นกับการเฝ้ารอกำหนดการส่งพัสดุไปยังบนอวกาศ

เมื่อวันกำหนดการมาถึง ภาพถ่ายทอดสดก็ออกอากาศไปทั่วโลก

         เสียงพลังขับดันของเครื่องขับดันจรวดที่นำพัสดุพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จรวดลำเล็กลงเล็กลง จนภาพถ่ายทอสดตัดกลับมาเป็นภาพภายในที่บรรจุเจ้าช้างของผักกาดและเพื่อน สองสามชั่วโมงที่พวกเขาเฝ้ารอ ภาพถ่ายทอดสดก็ประกาศว่าพวกเรามาถึงวงโคจรที่กำหนดแล้ว พวกผักกาดดีใจกันมาก ต่างกระโจนกอดกัน และผู้ประกาศก็กล่าวว่า

“นี่เป็นจุดเริ่มต้น ที่พวกเราชาวมนุษยชาติจะได้เข้าถึงความก้าวหน้าทางอวกาศอย่างพร้อมเพรียง อวกาศจะเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของใครเพียงคนใดคนหนึ่ง พวกเราขอส่งข้อความยินดีกับทุกท่าน”

          สิ้นสุดเสียงประกาศ ภาพก็ตัดมายังกล้องนอกยานอวกาศที่ส่องออกไปกว้างใหญ่ไพศาล และวันนี้ช้างของผักกาดกับเพื่อนก็มาถึงอวกาศแล้ว ทุกคนที่ชมการถ่ายทอดคงเห็นข้อความบนป้ายไฟของพวกเขา

ป้ายที่เขียนเป็นภาษาไทยว่า

“เรามาถึงแล้ว คงได้พบกันอีก”